สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เมืองสมุทรปราการยังอยู่ในสังกัดกรมท่า มีหน้าที่ในการเป็นด่านเก็บภาษี และด่านป้องกันประเทศ คอยควบคุมปลดอาวุธปืนใหญ่ประจำเรือทุกลำที่จะเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการจึงเปรียบเหมือนเมืองทหาร ที่ไม่ค่อยมีโจรผู้ร้ายชุกชุม และเมื่อจับกุมได้ก็มักอาศัยใต้ถุนเรือนเจ้าเมืองเป็นสถานที่คุมขัง จนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ต่อเนื่องถึงสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อมีชาวต่างชาติอพยพเข้ามาประกอบอาชีพในเขตเมืองปากน้ำมากขึ้น เกิดชาวจีนสูบฝิ่น และตั้งโรงบ่อนเบี้ยทั้งในตลาดและท้ายบ้านตลาด ทำให้เกิดโจรผู้ร้ายฉกชิงวิ่งราว จนทางการสามารถจับกุมพวกหัวขโมยได้เป็นจำนวนมาก การใช้ใต้ถุนเรือนเจ้าเมืองสมุทรปราการเป็นที่คุมขังจึงไม่เป็นที่เหมาะสม และเพียงพอกับการขยายจำนวนโจรผู้ร้ายเหล่านี้ ทางราชการจึงเริ่มมีความคิดที่จะทำการก่อสร้างที่คุมขัง (สมัยแรกเรียกว่า ตะราง) สำหรับใช้ควบคุมนักโทษอย่างเป็นกิจลักษณะ
อาคารเรือนจำ (ตะราง) ปากน้ำ นักโทษหญิง
สมัยที่ศาลาว่าการเมืองสมุทรปราการยังตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณหัวเกาะ ใกล้สถานีรถไฟปากน้ำ มีการก่อสร้าง ตะราง ที่ใช้กักขังนักโทษแห่งแรกในจังหวัดสมุทรปราการ อยู่ภายในอาณาบริเวณป้อมประโคนชัย ด้านข้างศาลเจ้าพ่อหลักเมือง อันเป็นสถานที่สะดวก เมื่อเจ้าเมืองตัดสินคดีความแล้วเสร็จ ก็สามารถพานักโทษข้ามมาควบคุมกักขังได้ทันที แต่เมื่อมีการย้ายศูนย์ราชการไปรวมกัน อยู่บริเวณบ้านหัวค่าย (รอบศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ ในปัจจุบัน) เมื่อปี พ.ศ. 2458 มีการแยกอำนาจการตัดสินของศาลออกจากอำนาจเจ้าเมือง ประกอบกับมีชาวบ้านค่อยๆ เข้ามาตั้งบ้านเรือน และสร้างตลาดสดในปากน้ำ จนเกิดกลายเป็นชุมชนใหญ่ ทางการจึงต้องทำการย้ายตะรางออกไปนอกตลาด โดยเปลี่ยนคำว่า ตะราง เป็น เรือนจำสมุทรปราการในปี 2480 ภายใต้สังกัดกรมใหม่ คือ กรมราชทัณฑ์ มีขุนนิเวศน์ภิบาล เป็นผู้บัญชาการคนแรก
เรือนจำสมุทรปราการ ถนนอมรเดช ริมคลองโพงพาง
เรือนจำสมุทรปราการมีที่ตั้งห่างศาลากลางจังหวัด และศาลจังหวัดประมาณ 500 เมตร สภาพพื้นที่เป็นที่ลุ่มป่าจาก น้ำท่วมถึง ด้านหน้าเรือนจำ เป็นคลองโพงพางไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ไม่มีบ้านเรือนของประชาชนในบริเวณนั้น ลักษณะทางกายภาพของเรือนจำเป็นรูปวงกลม กล่าวคือ มีพื้นที่ภายในกำแพง 8 ไร่ 3 งาน กำแพง 8 เหลี่ยม (ด้าน) สูง 8 เมตร บนสันกำแพงมีป้อมรักษาการณ์ 7 ป้อม ก่ออิฐฉาบปูน
สิ่งปลูกสร้างภายในประกอบด้วย เรือนนอนหญิง จุคนได้ไม่เกิน 20 คน มีรั้วสังกะสีล้อมรอบ เรือนพยาบาล เรือนนอนชายสร้างด้วยไม้ จุคนได้ประมาณ 250 คน โรงเลี้ยงอาหาร มีเตาและกระทะขนาดใหญ่สองชุด ใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิง ตรงกลางมีปล่องควันก่อด้วยอิฐ อาคารโรงเลี้ยงอาหารนี้ ใช้เป็นที่ประชุมของเจ้าหน้าที่ และใช้อบรมผู้ต้องขังด้วย และ ณ จุดกึ่งกลางของเรือนจำฯ จะสร้างศาลาจัตุรมุขไว้ สำหรับเจ้าหน้าที่สังเกตการณ์ ซึ่งมองได้รอบทิศ
การให้นักโทษเลี้ยงเป็ด เพื่อเป็นอาหาร
สมัยที่ยังมีสิ่งปลูกสร้างและมีผู้ต้องขังน้อย มีการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมแก่ผู้ต้องขัง โดยขุดบ่อเลี้ยงปลาดุก เลี้ยงเป็ด ไก่ และสุกร จนเมื่อ พ.ศ. 2501 ได้สร้างโรงงานไม้แปรรูปขึ้นเป็นครั้งแรก เริ่มการฝึกจักรสานและทอเสื่อด้วยใยมะพร้าว ปี 2509 ได้รื้อประตู เรือนจำฯ ซึ่งเดิมเป็นประตูชั้นเดียว สร้างที่ทำการใหม่เป็นตึกสองชั้น ชั้นล่างใช้เป็นประตูเข้าเรือนจำ ซ่อมแซมแนวกำแพงให้แข็งแรงขึ้นโดยติดตั้งสายไฟฟ้าไว้บนสันกำแพง สร้างเรือนนอนชายจุผู้ต้องขังได้อีกประมาณ 150 คน สร้างบ้านพักพัศดีไว้นอกกำแพง สร้างโรงงานฝึกวิชาชีพช่างไม้เพิ่ม เพื่อผลิตสินค้าส่งจำหน่ายในงานนิทรรศการผลิตภัณฑ์ราชทัณฑ์ จนเมื่อ พ.ศ. 2519 กระทรวงมหาดไทย จึงยกฐานะเรือนจำจังหวัดสมุทรปราการ เป็น เรือนจำกลางสมุทรปราการ
อาคารนักโทษชาย
การเสริมแนวกำแพง โบกปูน ทาสีขาว ปัจจุบัน เรือนจำนี้ย้ายออกไปแล้ว
เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ทางผู้บริหารเรือนจำได้ยกเลิกการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรม แล้วเปลี่ยนเป็นการฝึกวิชาชีพด้านอุตสาหกรรมและรับจ้างแรงงาน มีการนำผู้ต้องขังออกทำงานสาธารณะนอกเรือนจำ จนถึงปี พ.ศ.2540 เริ่มมีการแพร่ระบาดของยาเสพติด ทำให้จำนวนผู้ต้องขังเพิ่มขึ้นมาก เรือนจำมีความแออัด ทั้งอาคารสถานที่เก่าทรุดโทรม ภายนอกกำแพงก็มีประชาชนตั้งบ้านเรือนเป็นชุมชนอยู่ล้อมรอบ กรมราชทัณฑ์จึงมีนโยบายย้ายเรือนจำไปตั้งในที่แห่งใหม่ โดยให้เทศบาลนครสมุทรปราการ จัดหาที่ดินที่เหมาะสมให้ เรือนจำใหม่ได้ถูกสร้างขึ้นที่ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ห่างจากที่ตั้งเดิม 30 กิโลเมตร พื้นที่ 147 ไร่ 1 งาน 85 ตารางวา ก่อสร้างแล้วเสร็จและได้ขนย้ายผู้ต้องขังเข้าควบคุม ณ เรือนจำแห่งใหม่ ในวันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม 2544 สิ้นสุดภาพอุจจาดตาของกลุ่มนักโทษที่เคยเดินเรียงรายตามถนนอมรเดช เพื่อข้ามไปขึ้นศาลที่อยู่ฝั่งตรงข้ามตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยพื้นที่ดังกล่าวกำลังจะกลายเป็นอุทยานการเรียนรู้ของจังหวัดสมุทรปราการ มีอาคาร ที่ประชุม และหอชมเมือง ภายใต้ความร่ามมือระหว่างเทศบาลนครสมุทรปราการ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ
โครงการณ์สร้างหอชมเมือง และอุทยานการเรียนรู้สมุทรปราการ บนที่ดินเรือนจำเก่า
คุกตะรางเป็นสถานที่ที่ไม่มีใครอยากจดจำ ข้อมูลและรูปภาพเก่าๆ จึงเป็นบันทึกที่ค่อนข้างหายาก ขอขอบพระคุณ นายปฏิคม วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางสมุทรปราการ ที่ให้ความอนุเคราะห์ข้อมูลโดยละเอียด






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น