วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

เกาะป้อมผีเสื้อสมุทร...

         เกาะป้อมผีเสื้อสมุทร ถือเป็นพื้นที่ต้องห้ามสำหรับพลเรือนทั่วไป ตั้งแต่ในปี พ.ศ.๒๔๘๐ เมื่อรัฐบาลไทยได้ก่อสร้างอาคารหลังใหญ่เป็นคลังเก็บทุ่นระเบิดที่ได้รับมาจากประเทศเดนมาร์ก และในปี พ.ศ.๒๕๑๘ ได้เปลี่ยนมาเป็นคลังเก็บวัตถุระเบิด และดอกไม้เพลิง ในความดูแลของกรมสรรพาวุธทหารเรือ จึงทำให้ชาวปากน้ำไม่ว่าจะชาวฝั่งตัวเมืองและฝั่งพระสมุทรเจดีย์ แทบจะไม่มีใครเคยทราบเรื่องราวภายในเกาะแห่งนี้ ทั้งที่ตั้งอยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการไม่ถึง ๔๐๐ เมตร ความเป็นคลังวัตถุระเบิดใกล้ตัวเมืองได้ทำให้ชาวบ้านหลายคนถึงกับตกใจภายหลังเมื่อทราบข่าว แต่เมื่อได้มีโอกาสเข้าไปสำรวจพื้นที่ก็ทำให้ทราบว่า การไม่มีผู้คนเข้าไปบุกรุก กลับทำให้สิ่งก่อสร้างและวัตถุโบราณต่างๆที่เกิดขึ้นมาแต่สมัยรัชกาลที่ ๒ ต่อเนื่องจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ ยังคงสภาพสมบูรณ์มาจนทุกวันนี้


   เกาะป้อมผีเสื้อสมุทร ตรงข้ามศาลากลางฯ ข้างพระสมุทรเจดีย์
          
        ตลอดเส้นทางแม่น้ำเจ้าพระยา ปรากฏเกาะต่างๆทั้งที่เกิดจากธรรมชาติ และที่เกิดจากการขุดคลองลัดแม่น้ำตามโค้งรูปเกือกม้า จำนวนกว่า ๒๐ เกาะ ตั้งแต่เกาะบางปรอง นครสวรรค์ เกาะบางปะอิน อยุธยา เกาะเกร็ด นนทบุรี ลงมาถึงจังหวัดสมุทรปราการที่มีเกาะเล็กๆ ๒ เกาะ มีฐานเป็นหาดทรายบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา ในสมัยรัชกาลที่ ๒ เมื่อไทยเริ่มมีความขัดแย้งกับญวน พระองค์จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้มีการก่อสร้างป้อมปราการต่างๆตลอดสองฝั่งปากแม่น้ำ ประกอบด้วย ๔ ป้อมทางฝั่งซ้าย (ฝั่งตลาดในตัวเมือง) และอีก ๑ ป้อมใหญ่ทางฝั่งตรงข้าม กลางแม่น้ำเจ้าพระยาสังเกตมีเกาะที่น่าจะเหมาะสมในการต่อสู้กับข้าศึกศัตรู เพราะตั้งอยู่หน้าปากทางเข้าแม่น้ำพอดี จึงโปรดให้สร้างป้อมปราการบนเกาะแห่งนี้อีกหนึ่งป้อม รวมทั้งหมดในการก่อสร้างป้อมครั้งนี้ ๖ ป้อม ตลอดทุกป้อมปราการมีแนวกำแพงก่ออิฐ เปิดช่องติดตั้งปืนใหญ่ สร้างตึกดิน (ระเบิด) ฉางพริก ขุดแปลงปลูกพืชเป็นเสบียง แล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๓๖๕ ส่วนเกาะเล็กที่ตั้งอยู่ใกล้กัน โปรดให้ก่อสร้างพระมหาเจดีย์เพื่อรำลึกถึงพระราชกรณีย์กิจในการป้องกันประเทศ และคุ้มครองพระพุทธศาสนาในครั้งนี้ พระราชทานนามว่า พระสมุทรเจดีย์  


    
  ทางเข้าป้อมผีเสื้อฯ    

               ในการก่อสร้างป้อมปราการบนเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยา โปรดให้มีกำแพงป้อม ๒ ชั้น    ต่อมาสมัยรัชกาลที่ ๓ มีพระราชดำริให้ปรับปรุงตัวป้อมเสียใหม่ โดยรื้อกำแพงทางด้านนอกออก ด้านท้ายเกาะให้ทำเรือนยาวเป็นที่พักทหาร แล้วสร้างกำแพงปีกกาขยายออกทั้งสองด้าน ลักษณะของป้อมจึงแลดูคล้ายผีเสื้อ อันเป็นที่มาในการตั้งชื่อ ป้อมผีเสื้อสมุทร แต่อย่างไรก็ตาม หลังการก่อสร้างป้อมปราการต่างๆที่ปากน้ำแล้วเสร็จ ปรากฏว่าญวนต้องทำสงครามกับฝรั่งเศสครั้งใหญ่จนไม่มีเวลามายุ่งเกี่ยวกับไทย ทำให้เมืองสมุทรปราการรอดพ้นจากการเป็นสมรภูมิรบ ป้อมปราการต่างๆจึงค่อยๆถูกทิ้งร้างไม่มีใครดูแล


 คลังวัตถุระเบิด ระหว่างการบูรณะ

เกาะป้อมผีเสื้อสมุทรมาปรากฏชื่อในประวัติศาสตร์อีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรคห่าครั้งใหญ่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเรือนพยาบาลชั่วคราวขึ้นหลายแห่ง เพื่อดูแลโรคนี้ให้ทันการ แต่การระบาดของโรคได้กระจายอย่างหนักจนไม่สามารถควบคุมได้ ชาวบ้านต่างก็ต้องอพยพออกจากกรุงเทพฯ เพื่อหาที่พึ่งที่ปลอดภัยกว่า แม้แต่นายทหารตามกรมกองต่างๆ ก็พากันหนีออกจากค่ายกลับภูมิลำเนา ส่วนที่เหลือก็มีคำสั่งให้อพยพมาประจำอยู่ที่ปากน้ำ กลางเกาะป้อมผีเสื้อสมุทร จังหวัดสมุทรปราการ ด้วยเชื่อว่าเชื้อโรคจะไม่สามารถข้ามไประบาดบนเกาะได้ จนเมื่อโรคร้ายสงบลงจึงพากันอพยพกลับ


   ด้านในป้อมผีเสื้อฯ

           ต่อมาหลังจากที่ฝรั่งเศสได้ครอบครองญวนแล้ว กลับเริ่มมีปัญหาการรุกล้ำเขตแดนต่อเนื่อง  ข้ามมาทางลาวและเขมร ซึ่งเป็นอาณาเขตของไทยในขณะนั้น มีการประทะกับทหารไทยจนมีทหารเสียชีวิตทั้งสองฝ่าย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้เตรียมการปรับปรุงระบบป้องกันประเทศครั้งใหญ่ โดยเฉพาะป้อมปราการที่ปากน้ำ ปี พ.ศ.๒๔๓๖ โปรดให้สั่งซื้อปืนใหญ่ทันสมัยมาจากประเทศอังกฤษจำนวน ๑๐ กระบอก ให้ติดตั้งบนป้อมพระจุลจอมเกล้าที่ทรงเร่งรัดก่อสร้างจนแล้วเสร็จ จำนวน ๗ กระบอก แล้วให้ถอดปืนใหญ่โบราณตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๒ ออกจากป้อมผีเสื้อสมุทร ติดตั้งปืนใหญ่ที่เหลือจำนวน ๓ กระบอก โดยปืนดังกล่าวมีขนาดลำกล้อง ๖ นิ้ว ลักษณะกึ่งอัตโนมัติ บรรจุกระสุนด้านท้าย สามารถยกตัวขึ้นยิงแล้วสะบัดหลบตามแรงกระแทก ที่เราเรียกกันว่า ปืนเสือหมอบ หลังจากนั้นเพียง ๓ เดือน ในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๔๓๖ ฝรั่งเศสก็ได้ส่งเรือรบฝ่าเข้ามาทางปากน้ำเจ้าพระยา ป้อมพระจุลจอมเกล้าซึ่งเป็นด่านแรกได้ระดมยิงปืนเสือหมอบต่อสู้กันจนหมดมุมยิง จากนั้นฝรั่งเศสก็ยิงฝ่ากองเรือรบของไทยเข้ามาถึงป้อมผีเสื้อสมุทร ปรากฏเป็นเวลามืดค่ำจนผู้บังคับการไม่กล้าสั่งยิงปืนใหญ่ มีเพียงการประทะด้วยปืนกลทำให้ทหารบนป้อมบาดเจ็บหลายนาย อันเป็นเหตุการณ์ที่เราเรียกว่า วิกฤติ ร.ศ. ๑๑๒ ซึ่งทำให้ไทยต้องเสียดินแดนเป็นจำนวนมากในเวลาต่อมา จากนั้นป้อมผีเสื้อสมุทรก็ค่อยๆหมดความสำคัญลง


      คลังกระสุนปืน

            ด้วยเหตุที่ถูกจัดให้เป็นคลังวัตถุระเบิดเมื่อกว่า ๗๐ ปีที่แล้ว ป้อมผีเสื้อสมุทรจึงกลายเป็นพื้นที่ซึ่งไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าไปรบกวน ทำให้เกาะแห่งนี้ยังคงสภาพความเป็นโบราณวัตถุเอาไว้  ปี ๒๕๔๘ เมื่อมีการสำรวจและปรับปรุงพื้นที่รอบบริเวณป้อมผีเสื้อสมุทร ปรากฏมีสิ่งก่อสร้างโบราณที่ผสมผสานระหว่างสมัยรัชกาลที่ ๒ และสมัยรัชกาลที่ ๕ เรายังสามารถศึกษาแนวป้อมปราการและกำแพงที่ยื่นออกสองข้าง อันเป็นลักษณะที่มาของผีเสื้อมาแต่เดิม หลุมปืนใหญ่เก่าแก่ทั้ง ๓ หลุม ปรากฏเหลือปืนใหญ่เสือหมอบอยู่เพียง ๒ กระบอก เพราะอีก ๑ กระบอกที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด ถูกนำไปติดตั้งที่เกาะพระ บนฐานทัพเรือสัตหีบ นอกจากนี้ยังมีอาคารคลังวัตถุระเบิด เรือนพัก ค่ายทหาร คลังกระสุนปืนเสือหมอบ และสะพานท่าเรือขนาดเล็ก ที่ด้านท้ายของเกาะได้เกิดพื้นที่ดินงอกซึ่งยังคงสภาพป่าชายเลนเลยไปถึงหน้าองค์พระสมุทรเจดีย์ ความเงียบสงบทำให้มีค้างคาวแม่ไก่นับพันตัวเข้าไปอาศัย สภาพแวดล้อมบนเกาะดังกล่าวจึงถือเป็นความเหมาะสมที่ควรได้รับการปรับปรุงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และศึกษาสภาพป่าชายเลน เคียงคู่เกาะองค์พระสมุทรเจดีย์ สัญลักษณ์แห่งความเป็นเมืองสมุทรปราการ ในอนาคตอันใกล้ 
   

ปืนใหญ่อามส์ตรอง (ปืนเสือหมอบ)


หลุมปืนที่ป้อมผีเสื้อสมุทร



ป้อมปราการ มีปีกกาสองข้างคล้ายผีเสื้อ อันเป็นที่มาของชื่อ ป้อมผีเสื้อสมุทร

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น