เรื่องที่เกี่ยวจระเข้ที่ปากน้ำ มีปรากฏชื่อเสียงตั้งแต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราช (ครองราษฎร์ พ.ศ. ๒๐๗๗ - พ.ศ. ๒๐๘๙) โปรดเกล้าฯ ให้ขุดชำระ (รอก) คลองสำโรงและคลองหัวตะเข้ที่ตื้นเขิน จนค้นพบเทวรูปทองสัมฤทธิ์ 2 องค์ ระหว่างคลองสำโรงต่อกับคลองทับนาง คลองหัวตะเข้ในที่นี้ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นพื้นที่ใกล้ปากน้ำแม่น้ำในสมัยนั้น (ปากน้ำพระประแดง) ในขณะที่อีกฟากหนึ่งในเขตเมืองสมุทรปราการ ในสมัยกรุงรัตน์โกสินทร์ เกิดตลิ่งงอกเป็นที่ดอนลักษณะเป็นโคกเนิน ที่บริเวณโค้งแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งตรงข้ามอำเภอพระประแดง บริเวณเนินแผ่นดินงอกนี้มีแม่จระเข้น้ำกร่อย อุ้มท้องขึ้นมาวางไข่และกลับมารอฟักไข่เป็นประจำ ชาวบ้านเรียกพื้นที่นี้ว่า “โค้งจระเข้”
เมื่อมีทางรถไฟสายปากน้ำเข้าเมืองสมุทรปราการ ก็มีการสร้างสถานีแวะจอดรถไฟ เรียกว่า สถานีจระเข้ ต่อมามีชาวบ้านเรียกกันว่า สถานีหัวตะเข้ หรือศีรษะจระเข้ก็เรียก ความจริงคำว่า หัวตะเข้ เป็นชุมชนหลักริมคลอง ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของเขตลาดกระบัง ทำให้เกิดความสับสนเมื่อมีผู้โดยสาร เข้าใจผิดอยู่ก่อนแล้วระหว่างสถานีรถไฟหัวตะเข้ กับ สถานีลาดกระบัง จนต้องมีป้ายติดไว้ว่า ไปลาดกระบังให้ลงสถานีหัวตะเข้ แสดงว่ามีคนหลงไปเยอะเลย ยิ่งถ้าสับสนกับสถานีจระเข้ของทางรถไฟสายปากน้ำด้วยอีก ก็ยิ่งหลงไปคนละทิศละทางเลยทีเดียว
เป็นที่ทราบกันดีว่า จระเข้น้ำกร่อยที่ปากน้ำเจ้าพระยาจะมีตัวโตกว่าที่อื่น ด้วยเพราะเป็นพิ้นที่อุดมสมบูรณ์ผสมผสานทั้งสัตว์น้ำจืดและสัตว์น้ำเค็ม โดยเฉพาะตามโค้งปากแม่น้ำที่เป็นฝั่งน้ำนิ่งมีแผ่นดินงอกเป็นเนินสูง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ชาวปากน้ำเคยมีปัญหาเรื่องจระเข้ ที่ร่ำลือกันมากในเรื่องความใหญ่และดุร้าย ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ตามคลองต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามปากคลองบางปลากด และบริเวณรอบเกาะองค์พระสมุทรเจดีย์ ครั้งหนึ่งขบวนเสด็จประพาสของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเอง ก็ทรงเคยประสบเหตุมาแล้ว ทรงมีพระราชหัตถ์เลขา ไว้ว่า “เวลาเที่ยงครึ่ง มาถึงคลองบางปลากด ที่เราไปเล่นจระเข้แต่ก่อน แต่เสียทีเพราะมาช้าไป จึงหลุดไปเสียก่อน” (เล่นจระเข้ คือ จับจระเข้) จากหนังสือจดหมายเหตุ เรื่อง ระยะทางเสด็จประพาสเมืองจันทบุรี รศ. ๙๕ (พ.ศ. ๒๔๑๙)
อีกหลักฐานหนึ่งในจดหมายบันทึกของเมืองสมุทรปราการ เมื่อ ร.ศ. ๑๒๐ ก็ปรากฎมีเรื่องตื่นเต้นเกี่ยวกับจระเข้ตัวใหญ่ ซึ่งออกไล่ล่าชาวบ้านริมคลองบางปลากด ที่ลงอาบน้ำตามตลิ่งอยู่เนืองๆ จนชาวบ้านไม่กล้าลงมาอาบน้ำแต่ลำพัง ยิ่งตกกลางคืนต่างก็ต้องรีบพากันขึ้นเรือน เพราะมีชาวบ้านถูกจระเข้คาบหายลงไปในแม่น้ำอยู่หลายคน เดือดร้อนทางการต้องช่วยกันไล่ล่าก็ไม่สำเร็จ จนต้องไปเชิญหมอจระเข้ชื่อดังให้ใช้อาคมเรียกจระเข้ตัวนั้น ขึ้นมาจัดการฆ่าเสีย ดังข้อความในจดหมายเหตุลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม ร.ศ. ๑๒๐ (พ.ศ. ๒๔๔๔) ขออนุญาตถอดความฉบับเต็ม
……นายจำปากรมการอำเภอยื่นรายงานว่า เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๑๒๐ (พ.ศ. ๒๔๔๔) เวลาบ่าย ๓ โมงเศษ อำแดงสิลาเป็นคนเสียจริต ภรรยานายทิมผู้ใหญ่บ้าน อยู่คลองบางปลากด ได้ลงท่องน้ำในคลองบางปลากด มีจระเข้คาบอำแดงสิลาไป…….
….. กำนันท้องที่ แลผู้ใหญ่บ้านได้ช่วยกันออกเที่ยวตามหาศพ…หาพบไม่ ครั้นวันที่ ๔ เดือนตุลาคม ๑๒๐ ขุนประสิทธิ์กำนันท้องที่ (กำนันประสิทธิ์) ได้จัดหาหมอจระเข้มาวางสายตะกางดัก (วางตะข่ายดัก) จระเข้ได้กัดสายตะกางขาดเสีย ๒ ครั้ง…...
........ต่อมาเมื่อวันที่ ๖ เดือนนี้ (ตุลาคม) หมอได้ทำอาคมเรียกจระเข้ ปรากฏจระเข้ขึ้นมา หมอจึงร่ายคาถาก่อนเอาชนักแทง จับจระเข้ตัวที่กัดอำแดงสิลาได้ วัดตัวจระเข้ยาว ๑๑ ศอก (๕.๕๐ เมตร) ศีศะ (ศีรษะ) ยาว ๑ ศอก คืบ ๔ นิ้ว (๖๐ เซนติเมตร)…….
........จึงได้ทำรายงานขอเงินเป็นรางวัลให้แก่กำนันกับหมอจระเข้ ด้วยเห็นว่าที่ปรากฏจระเข้ขึ้นเช่นนี้ ก็ย่อมเป็นที่หวาดเสียวแก่ชาวบ้านริมคลอง แลเรือที่ผ่านไปมาในลำคลองไม่มีที่สิ้นสุด ข้าพเจ้าจึงได้จ่ายรางวัลให้แก่ขุนประสิทธิ์ผู้มีความชอบส่วนหนึ่ง แลหมอกับผู้ช่วยจับจระเข้รวม ๖๖ บาท เพื่อกำนันจะได้มีใจจัดการปกครองท้องที่ให้เป็นที่เรียบร้อย ดังมีรายชื่อ จำนวนเงินแจ้งต่อไปนี้
นายกราน หมอที่ ๑ ๒๐ บาท
นายหมอง หมอที่ ๒ ๘ บาท
นายฉำ หมอที่ ๓ ๘ บาท
นายบุญ หมอที่ ๔ ๘ บาท
เมื่อเดือนที่แล้วผู้เขียนมีโอกาสเข้าไปค้นคว้าภาพเก่า ที่สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ปรากฏพบภาพชุดการจับจระเข้ที่ปากน้ำเจ้าพระยา ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ เป็นการจับได้ของชาวตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ ไม่มีการบรรยายภาพมากนัก แต่โดยสรุปจากภาพเหตุการณ์แล้ว ผู้จับไม่มีการรอช้า เพราะทันทีที่จับได้ก็ลอกหนังออกมาเป็นแผ่นอย่างชำนาญ ลักษณะเป็นอย่างไรก็ขอเชิญช่วยกันพิจารณานะคะ







ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น