วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

เรื่องเล่าเมืองปากน้ำ

พระสมุทรเจดีย์ ในวงการนักสะสม

นับแต่เริ่มมีการสมโภชงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ครั้งแรก ในสมัยรัชกาลที่ ๓ (พ.ศ. ๒๓๗๑) จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ การสักการะบูชาองค์พระมหาเจดีย์เป็นไปในเชิงสัญลักษณ์แห่งการเป็นเมืองพุทธศาสนา ณ ปากอ่าวสยาม และเป็นศาสนสถานแห่งการเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเท่านั้น ยังไม่มีการสร้างวัตถุมงคลหรือมีการนำภาพพระสมุทรเจดีย์ออกสู่สายตาประชาชน เนื่องจากสมัยนั้นยังไม่มีการผลิตกล้องถ่ายรูปขึ้นมาใช้ จวบจนสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อการชักภาพถ่ายรูปเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ และเจ้านายหลายพระองค์ให้ความสนใจ ภาพความงดงามของพระสมุทรเจดีย์ที่เด่นเป็นสง่า อยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยาจึงถูกนำมาเผยแพร่ จนเป็นที่ประทับใจของทุกคนที่พบเห็น ชาวต่างชาติหลายคนได้นำภาพพระสมุทรเจดีย์มาจัดพิมพ์ เป็นภาพประกอบในไปรษณีย์บัตร กลายเป็นที่ชื่นชมในระดับนานาชาติ ในขณะที่คนไทยซึ่งให้ความสำคัญในเรื่องการเป็นสิ่งศักสิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ก็เริ่มนำภาพพระสมุทรเจดีย์ออกมาประกอบเป็นวัตถุมงคลหลายอย่าง จนกลายเป็นที่มาของการนิยมสะสมภาพพระสมุทรเจดีย์หลายรูปแบบในปัจจุบัน โดยเราสามารถแบ่งกลุ่มนักสะสมเหล่านี้ได้เป็น ๓ วงการหลักๆด้วยกัน คือ นักสะสมไปรษณีย์บัตรโบราณ กลุ่มนิยมพระเครื่อง และกลุ่มนักสะสมธนบัตรเก่า


                           ไปรษณีย์บัตรเจ้าฟ้า ข้อความ รูปนี้งามมาก คิดถึง มหิดล


นักสะสมไปรณีย์บัตรโบราณ  (กลุ่มนี้รวมไปถึงการสะสม ส.ค.ส. ด้วย) คือ กลุ่มที่ให้ความสนใจในการสะสมไปรษณีย์บัตร และ ส.ค.ส. ที่มีภาพพระสมุทรเจดีย์ ส่วนใหญ่เริ่มต้นจากนักสำรวจหรือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่หลงใหลในวัฒนธรรมประเทศตะวันออก มีการนำภาพสถานที่ต่างๆ ในเอเชียออกเผยแพร่ โดยหนึ่งในภาพที่เป็นที่นิยมในต่างประเทศ คือ ภาพพระเจดีย์กลางน้ำ ซึ่งเป็นการอวดความสวยงามแปลกตาสู่ชาวโลก ภาพนี้ได้กลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ชาวเมืองสมุทรปราการ นำมาใช้อ้างอิงถึงความเป็นเกาะในอดีต เป็นฝีมือถ่ายภาพของชาวยุโรป ชื่อ นาย เจ อันโตนีโอ เจ้าของลิขสิทธิ์ภาพเกาะองค์พระสมุทรเจดีย์หลายภาพ ที่ถ่ายในสมัยรัชการที่ ๕ ปัจจุบันไปรษณีย์บัตรภาพพระสมุทรเจดีย์ฉบับสมบูรณ์ ที่มีตราไปรษณีย์ประทับเป็นหลักฐาน ฉบับจริงแทบจะหาไม่ได้ในวงการ ส่วนใหญ่จะถูกนำไปขายต่อในหมู่นักสะสมชาวต่างประเทศ ผู้เขียนเคยเห็นภาพในประเทศไทยอยู่แห่งดียว คือ ในหนังสือไปรษณียบัตรเจ้าฟ้า” พระนิพนธ์ใน สมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นไปรษณีย์บัตรที่ทรงใช้ส่งกลับเมืองไทย โดยสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล อดุลยเดช (พระบรมราชชนก) ในปี ๒๔๔๘ ครั้งยังทรงศึกษาในต่างประเทศ



 

                                  ไปรษณีย์บัตร มีตราแสตมป์ ลงวันที่ 2/6/1906



                           ส.ค.ส. ข้อความ "Wat Paknam" ฝรั่งเข้าใจผิด คิดว่าเป็นวัด



        กลุ่มนิยมพระเครื่อง ภาพพระสมุทรเจดีย์ที่ถูกนำมาปรากฏบนเหรียญโลหะ แล้วทำการปลุกเศกมีจำนวนหลายรุ่น แต่ละรุ่นจะได้รับความนิยมจากคนหลายกลุ่ม โดยเฉพาะพวกนักเดินเรือกลางทะเลนิยมกันมาก เพราะถือเคล็ดว่าเป็นพระปางห้ามสมุทรแล้วจะปลอดภัยจากพายุกลางทะเล และเชื่อว่าหากเด็กๆห้อยคอด้วยเหรียญนี้ตกน้ำแล้วไม่จม เหรียญพระสมุทรเจดีย์รุ่นแรกถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ เนื่องในปีแห่งการฉลองครบรอบร้อยปี ของการก่อสร้างพระสมุทรเจดีย์ โดยมีพระเกจิอาจารย์จากทั่วประเทศที่โด่งดังในสมัยนั้นมาร่วมทำการปลุกเศก แม้จะมีการสร้างออกมาจำนวนมาก เพื่อให้เพียงพอแก่การแจกจ่ายในงานนมัสการพระสมุทรเจดีย์ในปีนั้น แต่ปัจจุบันกลับหลงเหลือในวงการพระเครื่องน้อยมาก ส่วนใหญ่จะนำออกมาเผยแพร่เฉพาะในโอกาสพิเศษ แล้วจะติดป้ายตัวโตๆว่า พระโชว์ นั่นก็หมายความว่า เป็นของสะสมส่วนตัว ใครให้ราคาเท่าไหร่ก็จะไม่ยอมปล่อย



                         เหรียญที่ระลึก ๑๐๐ ปี พระสมุทรเจดีย์ (ให้ราคาเท่าไหร่ก็ไม่ยอมปล่อยเช่า)


           ส่วนที่เป็นเหรียญที่นิยมกันในระดับรองลงมาก็จะเป็นเหรียญที่สร้างในปี ๒๔๙๖ ปลุกเศกโดยพระอาจารย์ชื่อดังเช่นกัน เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมายังเคยเห็นในร้านพระเครื่อง ให้เช่าในระดับร้อยบาท แต่ต่อมาเข้าไปถามอีกที กลับขึ้นไปเป็นระดับหลายพันบาท นอกจากนี้ยังมีวัตถุมงคลที่สร้างในโอกาสต่างๆ เช่น ครบรอบ ๑๖๕ ปี และครบรอบ ๑๗๕ ปี เป็นต้น


                                                      เหรียญที่ระลึก ปี ๒๔๙๖ (เริ่มมีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ)



                 กลุ่มนักสะสมธนบัตรเก่า  หลายคนคงไม่ทราบมาก่อนว่า ภาพพระสมุทรเจดีย์ เป็นหนึ่งในภาพที่ได้รับการคัดเลือกเพื่อนำมาประกอบบนธนบัตรรัฐบาล ตั้งแต่ปี พ..๒๔๗๗ โดยปรากฏอยู่ด้านหลังภาพพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์แทบทุกชนิดในสมัยนั้น (รัชกาลที่ ๗) ตั้งแต่ธนบัตรฉบับในละ ๕๐ สตางค์ ใบละ ๑ บาท ใบละ ๕ บาท ใบละ ๑๐ บาท และใบละ ๒๐ บาท จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๘ และในรัชกาลปัจจุบัน



                                                 ธนบัตรฉบับใบละ ๕ บาท สมัยรัชกาลที่ ๗




                                              ธนบัตรฉบับใบละ ๑๐ บาท สมัยรัชกาลที่ ๗


                                              ฉบับใบละ ๒๐ บาท  สมัยรัชกาลที่ ๗ 

      

                 ต่อมารัฐบาลได้ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงภาพบนธนบัตรหลายฉบับ เหลือฉบับที่ยังคงภาพพระสมุทรเจดีย์ไว้เฉพาะธนบัตรใบละ ๑ บาทเท่านั้น หลายคนที่อายุ ๕๐ ปีขึ้นไปก็คงทันมีโอกาสได้ใช้ ปัจจุบันธนบัตรเก่าสมัยรัชกาลที่ ๗ มีราคาเสนอขายในหมู่นักสะสมตั้งแต่หลักหลายพันบาทจนถึงราคาหลายหมื่นบาท แล้วแต่ความสมบูรณ์ (ไม่ฉีกขาด ไม่ผ่านการใช้ ไม่มีรอยพับ และมีหมายเลขผลิตเป็นเลขเรียง หรือเลขตอง)  จากการสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนบัตรใบละ ๑ บาทในรัชกาลที่ ๙ ยังไม่มีพระราชบัญญัติประกาศให้เลิกใช้อย่างเป็นทางการ แต่ก็คงไม่มีใครนำออกมาใช้เป็นแน่ เพราะราคาที่นักสะสมธนบัตรเก่าประกาศซื้อขายกัน ให้ราคามากกว่ามูลค่าที่ปรากฏบนธนบัตรหลายร้อยเท่า

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น