วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

เมืองสมุทรปราการ

1


 ประวัติจังหวัดสมุทรปราการ


          จังหวัดสมุทรปราการเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญมาแต่โบราณ เนื่องจากที่ตั้งนั้นเป็นเขตยุทธศาสตร์ทางน้ำ "สมุทรปราการ" มาจาก คำว่า "สมุทร" ซึ่งแปลว่าทะเล และ "ปราการ" ที่แปลว่า กำแพง จึงมีความหมายโดยรวมว่า  "กำแพงริมน้ำ"


1

          ย้อนหลังไป 800 ปีเศษ ชนชาติขอมซึ่งมีความรุ่งเรืองอยู่ในขณะนั้นได้สร้างเมืองพระประแดงบริเวณปาก แม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อเป็นเมือง หน้า ด่าน ต่อมาแผ่นดินในบริเวณนั้นได้งอกออกไปทางทะเลทิศใต้แถบตำบลปากคลองบางปลากด ทางฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยาและบริเวณ ตำบล บางด้วน บางหมู และบางนางเกรง ทางฝั่งซ้าย ทำให้เมืองพระประแดง มีความสำคัญลดลงเนื่องจากปากแม่น้ำ ประมาณปี พ.ศ. 2163-2171 พระเจ้าทรงธรรม กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาได้โปรดให้สร้างเมืองสมุทรปราการขึ้นใหม่เพื่อ เป็นเมืองปากน้ำของกรุงศรีอยุธยา เนื่องจาก กรุงศรีอยุธยา ได้ทำการค้าขายกับชาวฮอลันดา และทรงพระราชทานที่ดินบริเวณคลองบางปลากดให้ชาวฮอลันดาไว้เป็นเมืองการค้า  ซึ่งเรียกว่า "นิวอัมสเตอร์ดัม"


1


          ในปี พ.ศ.2306 สมัยกรุงธนบุรีเป็นสมัยที่สร้างราชธานีใหม่ สมเด็จพระเจ้าตากสิน จึงโปรดฯให้รื้อกำแพงเมืองพระประแดงเดิมที่ราษฏร์ บูรณะ เพื่อไปสร้างกำแพงพระราชวัง เมืองพระประแดงจึงสิ้นซากนับแต่นั้นมา
          ในปี พ.ศ. 2352 สมัยกรุงรัตนโกสินทร์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงเห็นความสำคัญที่จะต้องสร้างเมือง ทางชาย ฝั่งเพื่อป้องกันศัตรูที่จะรุกล้ำมาจากทางทะเลสู่แม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเดิมมี เมืองพระประแดงและเมืองสมุทรปราการเป็นเมืองหน้าด่านและอยู่ใน สภาพทรุดโทรมมาก พระองค์ทรงดำริที่จะบูรณะเมืองพระประแดงซึ่งอยู่ทางด้านขวาของแม่น้ำเจ้า พระยา ระหว่างเมืองสมุทรปราการและ กรุงเทพฯ จึงโปรดให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ลงสำรวจพื้นที่ปากน้ำเจ้าพระยาเพื่อสร้างเมืองขึ้นใหม่และสร้าง "ป้อมวิทยาคม" ที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำ
          ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงดำเนินการสร้างป้อมที่สำคัญหลายป้อม และทรงพระราชทานนาม ใหม่ว่า "เมืองนครเขื่อนขันธ์" และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้อพยพครอบครัวมอญโดยมีชายฉกรรจ์ประมาณ 300 คนซึ่งมีพระยาเจ่งเป็นผู้ นำจาก เมืองปทุมธานี มาอยู่ ณ เมือง นครเขื่อนขันธ์เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการรักษาเมือง
          นอกจากการสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์แล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยยังทรงสร้างเมืองสมุทรปราการขึ้นมาใหม่ อีกเมือง หนึ่ง เนื่องจากทรงไม่ไว้วางใจญวนนักและเมืองสมุทรปราการเองก็เป็นเมืองที่อยู่ติด กับทะเลมากกว่า ทรงโปรดให้สร้างป้อมเพิ่มอีกจำนวน 6 ป้อมทั้ง ด้านซ้ายและขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา
          ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงเปลี่ยนชื่อเมืองนคร -เขื่อนขันธ์กลับเป็น "เมืองพระประแดง" ดัง เดิม เพราะยังคงบริเวณเดิมของพระประแดง และในปี พ.ศ.2459 ทรงเปลี่ยนคำว่าเมืองเป็นจังหวัด เมืองสมุทรปราการจึงเปลี่ยนสภาพเป็น "จังหวัดสมุทรปราการ" ประกอบด้วยอำเภอสมุทรปราการ อำเภอบ่อ อำเภอบางพลี และอำเภอสีชัง และเมืองพระประแดงเป็น จังหวัดพระประ แดง ประกอบด้วยอำเภอพระประแดง อำเภอพระโขนง และ อำเภอราษฎร์บูรณะ
          ปี พ.ศ.2475 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7     เกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก รัฐบาลต้องประหยัด การใช้จ่ายเงินของแผ่นดินจึงโปรดฯให้ยุบจังหวัดพระประแดงขึ้นกับจังหวัด สมุทรปราการ อำเภอพระโขนงขึ้นกับจังหวัดพระนครและอำเภอ ราษฎร์บูรณะขึ้นกับจังหวัดธนบุรี
         ในปี พ.ศ. 2485 ได้มีพระราชบัญญัติรวมจังหวัดพระนคร ธนบุรี สมุทรปราการ และนนทบุรีเข้าไว้ด้วยกัน รวมเรียกว่า นครบาล กรุงเทพฯ ธนบุรี และในปี พ.ศ. 2486 มีการปรับปรุงระเบียบการปกครองใหม่ยุบจังหวัดสมุทรปราการขึ้นกับจังหวัดพระนคร
           และในวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 จังหวัดสมุทรปราการได้แยกออกจากจังหวัดพระนครตราบจนทุกวันนี้


1


  ประวัติความเป็นมาและความสำคัญของตำบลปากคลองบางปลากด

        ความสำคัญของพื้นที่บริเวณปากคลองบางปลากดเริ่มปรากฏพบร่องรอยหลักฐานและมี การกล่าวถึงครั้งแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยพบ หลักฐานว่าเคยเป็นที่ตั้งของสถานีการค้าของชาวฮอลันดาหลักฐานที่สำคัญคือ   ข้อความจดหมายเหตุของโยส เซาเต็น  พ่อค้าชาวฮอลันดาใน สมัยพระเจ้าทรงธรรมและพระเจ้าปราสาททอง ( Joost  Schouten , manager  of the Dutch  East India company ) ที่เรียบเรียงและ ประพันธ์ขึ้นใน ค.ศ. ๑๖๓๖  ( พ.ศ. ๒๑๗๙ ) โยส  เซาเต็น ผู้จัดการบริษัทการค้าฮอลันดาซึ่งเข้ามาอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเป็นเวลา  ๘ ปี  ได้กล่าวว่า ชาวฮอลันดาได้เข้ามาอยู่ในพระราชอาณาจักรสยาม นับเป็นเวลา ๓๐ ปีแล้ว ( ก่อนปีค.ศ.๑๖๓๖ ประมาณ ๓๐ ปี ) และได้มีการตั้งสำนักการค้า ขึ้น ณ กรุงศรีอยุธยาเพื่อดำเนินการค้าและร่วมสัมพันธไมตรีกับพระมหากษัตริย์  โดยสร้างโรงเก็บสินค้าขึ้นด้วยไม้ สินค้าสำคัญคือหนังกวางและ ไม้ฝาง  ที่ฮอลันดาซื้อมาเก็บไว้ในโรงสินค้าเพื่อส่งไปขายยังประเทศญี่ปุ่น บริษัท การค้าของฮอลันดาได้มาทำการเปิดสำนักงานขึ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่อ ค.ศ. ๑๖๓๑ ( พ.ศ. 2174 )  การค้าขายใน ๔ ปีต่อมาภายใต้การจัดการของโยส  เซา เต็น ได้ขยายออกไปอีก  ประธานกรรมการของบริษัทที่ปัตตา เวีย จึงได้อนุมัติให้โยส  เซา เต็น สร้างตึกขึ้น ณ กรุงศรีอยุธยา ในปี ค.ศ.๑๖๓๔ ( พ.ศ.๒๑๗๗ ) ตึกนั้นประกอบด้วยโรงเก็บสินค้า ห้องอยู่อาศัย ห้องโถง ต่างๆ 
        นอกจากสถานีการค้าที่กรุงศรีอยุธยายังพบหลักฐานว่ามีสถานีการค้าชาวออลันดา อยู่ที่บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา  แต่ยังไม่พบหลักฐานว่า สร้างขึ้นเมื่อใด  สถานีการค้าแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันดีของชาวตะวันตกหลายชาติที่เข้ามาติดต่อ กับกรุงศรีอยุธยา  จึงมักปรากฏอยู่ในเอกสารของชาติต่างๆ ตัวอย่างเช่น  บันทึกการเดินทางไปยังประเทศจีนโดยเรือดีไลท์ มีกัปตันจอห์น สมิท เป็นผู้บังคับการเรือ  ในกิจการงานของบริษัทอินเดีย ตะวันออกของอังกฤษที่มีเกียรติ  และคนของบริษัท คือ ปีเตอร์ ครูซ เป็นผู้บันทึก (๔ มกราคม พ.ศ. ๒๒๒๖ – ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๒๒๘) ตอนหนึ่งกล่าวว่า
        "...วันอาทิตย์ที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๒๒๖  เราได้มาถึงก้นอ่าวสยาม และพบแม่น้ำ  ได้ส่งนายอับร.นาวาร์โร ( Mr. Abr. Navarro ) ขึ้นฝั่งไป... ในตอนเย็นนายนาวาร์โรได้กลับมายังเรือ...และได้นำตัวคนนำร่องชาวฮอลันดาจาก สำนักงานของนายท่าที่อยู่ภายในปากแม่น้ำมาด้วย เพื่อนำเรือ ของเราข้ามสันดอนไป  วันพุธที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๒๒๖ เราได้ข้ามสันดอนมาและได้ทอดสมอในแม่น้ำประมาณ ๑ ลีก เหนือที่ทำการท่าเรือของ ฮอลันดา ซึ่งเรียกว่า “อัมสเตอร์ดัม” ( Amsterdam )  เพราะข้าพเจ้าคิดว่าถ้าขึ้นไปสูงกว่านั้นจะไม่สะดวก"
        ข้อมูลจาก   The History of Japan together with a Description of the Kingdom of Siam 1690-1692 ของ  Engelbert Kaempfer  M.D.  แพทย์ชาวเยอรมันประจำคณะทูตฮอลันดาในปี พ.ศ. ๒๒๓๓ แกมป์เฟอร์ได้ติดตามคณะทูตฮอลันดา ได้โดยสารเรือเวลสตรูม (De Waelstroom) ของเนเธอร์แลนด์ซึ่งออกเดินทางจากปัตตาเวียในเกาะชวา เพื่อเจริญทางพระราชไมตรีกับประเทศญี่ปุ่น และได้แวะมาเพื่อถวาย พระราชสาส์น ณ กรุงศรีอยุธยาในปลายรัชสมัยพระนารายณ์และตอนต้นรัชกาลพระเพทราชา มีข้อความกล่าวถึงช่วงที่เดินทางมาถึงปากน้ำ  ข้อความดังนี้
        "......เข้าปากน้ำเจ้าพระยา วันที่ ๖ มิถุนายน เวลาเย็น  เราก็เข้าร่องน้ำของประเทศสยามโดยสวัสดี.......จากที่ทอดสมอเรือไปจนปากแม่ น้ำ ที่เดียวนั้น  ข้างใต้เป็นดินโคลนเหลวซึ่งเรือทุกจำพวกอาจแล่นไปโดยสะดวก ไปตามทางที่เราสังเกตเห็นเครื่องหมายหลายแห่งมีบอกไว้ให้เรือ แล่นขึ้นไปจนถึงปากแม่น้ำโดยไม่ติดตื้น พบเห็นเรือหาปลาหลายลำ ซึ่งคนในเรือกำลังสาละวนทอดแหตีอวนอยู่ ณ ปากแม่น้ำ...ปากแม่น้ำนั้น บานออกเป็นทะเลในระหว่างที่ดินอันเป็นดอนเตี้ย ๆ ขนาบทั้งสองข้าง ซึ่งไม่มีอะไรเลยนอกจากกองโคลนมาปะกันเข้า ไม่ไกลออกไปเท่าไรนัก เราเห็นรังดินปืนทิ้งอยู่กับปืนใหญ่ทั้งสองฝากแม่น้ำ ตั้งขึ้นตั้งแต่คราวเกิดเหตุยุ่งยากกับฝรั่งเศสที่แล้วมา...ตกเที่ยงเราก็มา ถึงยังหมู่บ้านและโรง สินค้าของเนเธอร์แลนด์ ชื่อ อัมสเตอร์ดัม ตั้งอยู่ห่างจากปากแม่น้ำมาเกือบสองลีก นายบ้านตำบลนี้ชื่อคอเร เป็นสวีเดนโดยกำเนิด...วันที่ ๘ มิถุนายน ตอนเช้า ข้าพเจ้าไปเดินเลาะเลียบอยู่ในป่าละเมาะใกล้หมู่บ้าน แต่ไม่ได้ผลอะไรมากนัก...ด้วยว่าบริเวณป่านั้นน้ำท่วมเสียเป็นส่วนมาก ส่วนบริเวณที่น้ำมิได้ท่วมก็เป็นที่อยู่ของเสือและสัตว์ร้ายอื่น ๆ..."
        ใน    Adventurers in Siam in the 17th Century   ของ   E.W. Hutchinson  มีข้อความตอนหนึ่งว่า " Above Paknam, a few miles up stream, was a Dutch trading-post know as New Amsterdam. Kaempfer describes it as large bamboo building, the roof of which was used as a storage place for hides awaiting shipment. "
        จากข้อความข้างต้นจะเห็นได้ว่า Hutchinson  กล่าวว่า  แกมป์เฟอร์ได้อธิบายถึงสถานีการค้าของฮอลันดาว่า  เป็นอาคารขนาดใหญ่ที่สร้าง ด้วยไม้ไผ่ เป็นสถานที่เก็บสินค้าเตรียมการขนส่ง คือ ในช่วงเวลาดังกล่าว สถานีการค้าของฮอลันดาบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยานั้นสร้างด้วยไม้  แกมป์เฟอร์บรรยายว่าด้านนอกอาคารเป็นที่โล่งแจ้งมีกองไม้ฝางซึ่งเป็นสินค้า ส่งออกสำคัญในการใช้ผลิตเป็นสีย้อมผ้าสีม่วง
        สำหรับจุดตำแหน่งที่ตั้งของสถานีการค้าของฮอลันดา คือ Amsterdam หรือ New Amsterdam นั้นอยู่ไม่ห่างจากปากแม่น้ำเจ้าพระยา เห็นได้จากจดหมายเหตุระยะทางราชทูตลังกาและสยามครั้งกรุงศรีอยุธยา ในจดหมายระยะทางราชทูตลังกาเข้ามาขอพระสงฆ์สยาม
( พ.ศ.๒๒๙๔ ) และจดหมายเหตุระยะทางพระอุบาลีไปลังกาทวีป ซึ่งเป็นการเดินทางของคณะสงฆ์ไทยจากพระนครศรีอยุธยาไปยังลังกา ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ เมื่อ พ.ศ. ๒๒๙๕
        ข้อความตอนหนึ่งกล่าวว่า "...ข้า ราชการลงมาจากกรุงศรีอยุธยา ๒ คน มานำร่องพาเรือกำปั่นเชิญพระราชสาส์นแล่นเข้าปากน้ำ (บางเจ้าพระยา) ไปจอดที่ตำบลอัมสเตอดัม ที่พวกวิลันดาสร้างไว้ที่ปากน้ำ..."
        อีกตอนหนึ่งกล่าวว่า "...จึงได้ล่องเรือจากเมืองธนบุรีต่อไป...เมื่อถึงเมืองสมุทรปราการทอดสมออยู่ที่อัมสเตอดัมสถานีของวิลันดา..."
        และอีกตอนหนึ่งกล่าวว่า "...ลง ไปถึงเมืองธนบุรี เพลาบ่าย ๕ โมงมีเศษ ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันจันทร์ เดือนยี่ ขึ้น ๕ ค่ำ เพลาเช้า กรมการนิมนต์ พระสงฆ์ขึ้นไปฉัน ณ ศาลากลางแล้วมาเวียนเทียนสมโภชพระราชสาส์นแล้วลงไปถึงตึกวิลันดา ณ บางปลากด...นายกำปั่นให้ทอดอยู่บรรทุกฝาง
๖ วัน...ถึงเมืองพระประแดง รุ่งขึ้นวันพุธ เดือนยี่...เวียนเทียนสมโภชพระราชสาส์นแล้ว ออกไปถึงน้ำเขียวปากน้ำบางเจ้าพระยา..."
        จาก เอกสารข้างต้นจะเห็นได้ว่าสถานีการค้าของฮอลันดาที่เรียกว่า อัมสเตอร์ดัม ตั้งอยู่ที่บางปลากดซึ่งตั้งอยู่เหนือเมืองพระประแดง  ทั้งนี้ มีคำอธิบายท้ายเอกสารว่า  เมืองพระประแดงเดิมตั้งอยู่ที่ราษฎร์บูรณะอยู่อ้อมปากลัดเป็นเมืองปากน้ำ ตั้งแต่โบราณ  เมื่อชายฝั่งงอกออกไป  เมืองพระประแดงเดิมห่างปากน้ำ  จึงย้ายเมืองพระประแดงไปตั้งที่เมืองสมุทรปราการทุกวันนี้  เรียกชื่อว่าเมืองสมุทรปราการมาแต่ครั้งกรุงเก่า  มีชื่ออยู่ในหนังสือคำให้การกรุงเก่าอยู่ชัดเจน  ที่เรียกว่าเมืองพระประแดงในจดหมายเหตุนี้เรียกตามปกติว่าปากตลาด  ซึ่งคงจะเรียกตามชื่อเดิม อยู่ในสมัยนั้น  ดังนั้น  เมื่อพิจารณาจากในจดหมายเหตุระยะทางพระอุบาลีไปลังกาทวีป  เมื่อผ่านเมืองธนบุรีจะถึงบางปลากดก่อนถึงเมืองพระ ประแดง  คือ เมืองสมุทรปราการแล้วจึงถึงปากน้ำ
        ข้อมูล จากแผนที่ลำน้ำเจ้าพระยาจากปากอ่าวถึงกรุงศรีอยุธยา  เขียนโดยชาวฝรั่งเศส พ.ศ.๒๒๓๐ สมัยพระเพทราชา  ปรากฏชื่ออัมสเตอร์ดัม สถานีการค้าของฮอลันดา  ตำแหน่งในแผนที่มิได้ระบุแน่ชัดเพียงแต่เรียกบริเวณปากแม่น้ำทางฝั่งตะวันตก ของแม่น้ำเจ้าพระยาว่า อัมสเตอร์ดัม  โดยอยู่บริเวณปากน้ำสาขาฝั่งทางต้นแม่น้ำ (ฝั่งตะวันตก)
        เมื่อ ประมวลจากข้อมูลเอกสารต่าง ๆ ตำแหน่งที่ตั้งของอัมสเตอร์ดัม สถานีการค้าของฮอลันดาที่เอกสารของชาติตะวันตกส่วนใหญ่เรียก อัมสเตอร์ดัม แต่มีเอกสารบางชิ้นเรียก นิว-อัมสเตอร์ดัม น่าจะตั้งอยู่บริเวณบางปลากด  พิจารณาจากเอกสารจดหมายเหตุระยะทางพระอุบาลี ไปลังกาทวีปในสมัยพระบรมโกศ  ระบุว่าตั้งอยู่ที่บางปลากด เหนือเมืองพระประแดง (สมุทรปราการ)  ส่วนเอกสารของชาวตะวันตกหลายฉบับ กล่าวว่าอยู่บริเวณปากน้ำ เช่น จดหมายเหตุของแกมป์เฟอร์  กล่าวว่าสถานีการค้าของฮอลันดาตั้งอยู่ปากแม่น้ำ  มิได้ระบุชัดว่าตั้งอยู่ ณ ที่ใด  แต่บอกว่าอยู่ห่างจากปากแม่น้ำประมาณ ๖ ไมล์ (2 league)  ประกอบกับในแผนที่ลำน้ำเจ้าพระยาที่ชาวฝรั่งเศสเขียนขึ้นในสมัยพระเพทราชา  ตำแหน่งที่ตั้งของอัมสเตอร์ดัมอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาและตั้ง อยู่ปากลำน้ำสาขาฝั่งทางต้นแม่น้ำ  ลำน้ำสาขานี้น่าจะเป็นคลอง บางปลากด  สถานีการค้านี้น่าจะมีมาก่อน พ.ศ.๒๒๒๖ (สมัยพระนารายณ์มหาราช)  จากสภาพของสถานีการค้าที่อยุธยาที่ก่อสร้างในสมัยพระเจ้า ปราสาททอง (พ.ศ.๒๑๗๗) ที่ประกอบด้วยโรงเก็บสินค้า ห้องอยู่อาศัย ห้องโถงต่าง ๆ สภาพของสถานีการค้าของฮอลันดาบริเวณปากน้ำจึงไม่น่า ที่จะต่างกันมากมายนัก  และจากคำบรรยายของแกมป์เฟอร์ (เข้ามาในสมัยพระเพทราชา) กล่าวว่า เป็นอาคารไม้และเอกสารในชั้นหลังต่อมา สมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ เรียก ตึก คงมีการปรับปรุงให้เป็นอาคารถาวร  ส่วนสถานีการค้าจะเลิกใช้ไปเมื่อใด ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด  เมื่อเกิด สงครามขึ้นในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยาจนอาณาจักรล่มสลายไป  บ้านเมืองบริเวณปากแม่น้ำซึ่งเป็นด่านสำคัญก็ได้รับผลกระทบไปด้วย  รวมถึง ความสัมพันธ์ทางการค้ากับนานาชาติก็หยุดชะงักลง  สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ บริเวณปากแม่น้ำนี้ถูกทำลายเสียหายหรือถูกทิ้งร้างไป  ต่อมาในสมัยพระ เจ้ากรุงธนบุรีก็ได้โปรดฯ ให้มีการรื้อป้อมค่ายกำแพงเมืองพระประแดงไปใช้ในการก่อสร้างป้อมค่ายที่ เมืองธนบุรี  ทำให้เห็นสภาพได้ว่าบริเวณ ปากน้ำในช่วงสมัยกรุงธนบุรีและต้นรัตนโกสินทร์น่าจะถูกลดความสำคัญลง สถานีการค้าของฮอลันดาก็คงจะได้รับผลกระทบจากสงครามด้วย เช่นกัน  สันนิษฐานกันว่าหลังจากถูกทิ้งร้างไว้อาจถูกกระแสน้ำกัดเซาะจนพังทลายไปใน ที่สุด  เหตุผลสนับสนุนข้อสันนิษฐานนี้เห็นได้จากข้อคิด เห็นของ ณ ปากน้ำ ดังนี้
        "บริเวณบางปลากดหรือเลยไปถึงคลองตายวงซึ่งอยู่ฝั่งพระเจดีย์เลยขึ้นไปทาง เหนือ เคยเป็นที่ตั้งของสถานีการค้าของชาวฮอลันดา ซึ่งปลูก ด้วยไม้ไผ่แบบพื้นเมืองสร้างไว้สำหรับเก็บสินค้า เช่น หนังสัตว์ ไม้และเครื่องสมุนไพรต่าง ๆ ชาวฮอลันดาหรือพวกดัชท์คงจะอยู่กันอย่างคับคั่ง จนเรียกกันว่า เมืองอัมสเตอร์ดัมใหม่ เดี๋ยวนี้ไม่มีซากเหลืออยู่แล้ว ด้วยตรงนั้นเป็นหัวคุ้งน้ำกระแสน้ำทางเหนือพุ่งไหลเข้ากัดริมตลิ่งอยู่ เรื่อย ๆ ฝั่งจึงพังลงไปทุก ๆ วัน ข้าพเจ้าเคยไปตรวจสอบหมู่บ้านแถวคลองตายวงพบว่าระยะเวลาเพียง ๓๐ ปี ฝั่งถูกน้ำกัดพังลงไปถึง ๑๐๐ เมตรเศษ ถ้าคิดถึงสมัยพระนารายณ์ เมื่อประมาณ ๓๐๐ ปีมาแล้ว สภาพแม่น้ำเจ้าพระยาอาจจะไม่ใช่แม่น้ำที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้ก็ได้..."
        ใน หนังสือคำให้การชาวกรุงเก่า  ในแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรมได้กล่าวถึงชื่อเมืองสมุทรปราการ  สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมได้โปรดฯ ให้สร้างเมือง สมุทรปราการขึ้นที่บริเวณใต้คลองบางปลากด ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันตกหรือฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา
        ต่อ มาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์  บริเวณปากคลองบางปลากดได้มีการสร้างป้อมปราการขึ้นหลายป้อม  ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช  มีพระราชประสงค์จะให้เมืองพระประแดงเป็นเมืองหน้าด่านขึ้นใหม่  จึงโปรดให้สร้างป้อม ๑ แห่ง ชื่อป้อมวิทยาคมขึ้น ทางฝั่งซ้าย ของแม่น้ำเจ้าพระยา  ดังที่ปรากฏข้อความในจดหมายเหตุฉบับพระราชหัตถเลขา  ความตอนหนึ่งว่า
        "...........และมีพระราชโองการตรัสปรึกษาด้วยสมเด็จพระอนุชาธิราชกรม พระราชวังบวรว่า “ เมืองสมุทรปราการ หากำแพงมิได้ เกรงเกลือก จะมี ราชศัตรูหมู่ปัจจามิตรยกมาทางทะเลไม่มีที่มั่นจะป้องกันรับข้าศึก ทรงปรึกษาเห็นพร้อมด้วยกันแล้ว จึงเกณฑ์ทำอิฐแล้วเกณฑ์ข้าราชการ ให้ก่อป้อม และกำแพงไว้ที่ริมแม่น้ำ ใต้ปากลัด ฟากตะวันออกเป็นที่มั่นป้องกันอริราชไมตรี อันจะมีมาโดยทางทะเลนั้น..."
        แต่ในครั้งนั้นยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ  ดังที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑  มีข้อความตอนหนึ่งว่า
        ".........สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรฯ จึงกราบทูลว่า...ที่เมืองสมุทรปราการ ก็ยังไม่มีสิ่งใดที่จะมารองรับข้าศึกศัตรูฝ่ายทะเล... จะขอรับพระราชทานทำเมืองขึ้นที่ปากลัด ก็ทรงพระราชทานอนุญาตให้ทำป้อมขึ้นที่ใต้ลัดต้นโพธิ์ ยังมิทันสำเร็จพอมีศึกพม่ามาอีก"
        ใน รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงโปรดฯ ให้สร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ขึ้นที่ปากลัด   ตามแนวพระราชดำริเดิมของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก       โดยตัดเอาท้องที่-บางส่วนของแขวงกรุงเทพมหานครและแขวงเมือง สมุทรปราการมารวมกัน ดังปรากฏ ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  มีข้อความตอนหนึ่งว่า
        "....... ทรงพระราชดำริว่า ที่ลัดต้นโพธิ์นั้น เมื่อในรัชกาลที่ ๑ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง   ได้โปรดให้ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เสด็จลง ไป กะการที่จะสร้างเมืองขึ้นไว้ป้องกันข้าศึกที่จะมาทางทะเลอีกแห่ง ๑ การยังค้างอยู่เพียงได้ลงมือทำป้อมยังไม่ทันแล้ว จะไว้ใจแก่การศึกสงคราม ทางทะเลมิได้ ควรจะต้องทำขึ้นให้สำเร็จ จึงโปรดให้สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นแม่กอง เสด็จลงไปทำเมืองขึ้นที่ ปากลัดตัด เอาท้องที่แขวงกรุงเทพมหานครบ้างแลแขวงเมืองสมุทรปราการบ้าง  รวมกันตั้งขึ้นเป็นเมืองใหม่อีกเมือง ๑ พระราชทานชื่อว่า เมือง นครเขื่อนขันธ์.. การสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์สำเร็จได้ตั้งพิธีฝังอาถรรพ์ปักหลักเมือง  เมื่อ ณ วันศุกร์ เดือน ๗ แรม ๑๐ ค่ำ ปีกุน สัปตศก จุลศักราช ๑๑๗๗ พ.ศ. ๒๓๕๘.."
        หลังจาก นั้นพระองค์ทรงโปรดให้ย้ายครัวมอญเมืองปทุมธานี  พวกพระมหาโยธา (เจ่ง) ซึ่งอพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารตั้งแต่สมัยกรุง ธนบุรี  ลงมาอยู่ที่เมืองนครเขื่อนขันธ์ จำนวน ๓๐๐ คน  และทรงโปรดให้ทำป้อมขึ้นทางฝั่งตะวันออก ๓ ป้อม คือ ป้อมปู่เจ้าสมิงพราย ป้อมปีศาจ สิง ป้อมราหูจร รวมทั้งป้อมวิทยาคมที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ รวมเป็น ๔ ป้อม และสร้างป้อมทางฝั่งตะวันตก ๕ ป้อม ได้แก่ ป้อมแผลงไฟฟ้า ป้อมมหาสังหาร ป้อมศัตรูพินาศ ป้อมจักรกรด ป้อมพระจันทร์ พระอาทิตย์  ป้อมเหล่านี้ชักกำแพงถึงกัน  ข้างหลังเมืองทำกำแพงล้อมรอบ ตั้งยุ้ง ฉาง ตึกดินและศาลาไว้ เครื่องศาสตราวุธ ที่ริมลำแม่น้ำทำลูกทุ่นสายโซ่สำหรับขึงกั้นแม่น้ำ  และพระองค์ทรงเห็นว่าเมืองสมุทรปราการนั้นทรุด โทรมลงมาก  และสันดอนปาก แม่น้ำเจ้าพระยาได้งอกกลายเป็นแผ่นดินใหม่อีก  จึงโปรดให้สร้างเมืองสมุทรปราการขึ้นใหม่ บริเวณตำบลบาง เมือง  ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้า พระยา  เพื่อให้ใกล้ปากน้ำมากยิ่งขึ้น  และสร้างป้อมปราการขึ้นทางฝั่งตะวันออกจำนวน ๔ ป้อม คือ ป้อม ประโคนชัย ป้อมนารายณ์ปราบศึก ป้อมปรา การ ป้อมกายสิทธิ์  ที่เกาะกลางน้ำหน้าเมืองสมุทรปราการได้สร้างป้อมผีเสื้อสมุทร  ทางฝั่งตะวันตก สร้างป้อมนาคราช  และสร้างป้อมเพชรหึงขึ้นอีก ป้อมหนึ่งทางฝั่งตะวันตกของเมืองนครเขื่อนขันธ์
        ใน การเสด็จพระกฐินที่เมืองสมุทรปราการเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๖๖  พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงดำริจะสร้างพระเจดีย์ที่หาดทราย เหนือ เกาะผีเสื้อสมุทร แต่ยังมิทันได้สร้าง ดังปรากฏในกระแสพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ในประชุมพงศาวดารภาค ๒๕-๒๗  เรื่อง พระเจดีย์วิหารที่ทรงสถาปนาในรัชกาลที่ ๔  มีข้อความตอนหนึ่งว่า
     ".........พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จลงไปพระกฐินที่เมืองสมุทรปราการ เมื่อปีมะแม พ.ศ. ๒๓๖๖ ทอดพระเนตรเห็นเกาะน้อย มีอยู่ข้างเหนือป้อมผีเสื้อสมุทรเกาะ ๑ จึงทรงพระราชดำริจะสร้างพระมหาสถูปขึ้นที่เกาะนั้นสัก ๑  ...........จึงโปรดให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว   เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เป็นแม่กองจัดการจ้างเรือลูกค้าขนศิลามาถมที่เกาะนั้น ให้แน่นหนา มั่นคง   ครั้นการถมศิลาเสร็จแล้ว   จึงโปรดให้กรมพระราชวังบวรมหาศักดิ์พลเสพ แต่ยังคงดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นศักดิ์พลเสพ คิดอย่างพระ เจดีย์ที่สร้าง ถวายทอดพระเนตร ทรงแก้ไขตัวอย่างจนพอพระราชหฤทัยแล้ว แต่ยังหาได้ลงมือสร้างไม่ ด้วยทรงพระราชดำริว่า ที่ดินพึ่งถมใหม่ เกรงจะทรุด จะรอไว้ ให้ดินอยู่ตัวเสียก่อน เป็นแต่ทรงขนานนามพระเจดีย์ไว้ว่า พระสมุทรเจดีย์........"
        ต่อ มาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่๓) โปรดให้กรมสมเด็จพระเด-ชาดิศร  ครั้งดำรงพระยศเป็นกรมขุนเดชา ดิศร กับกรมหมื่นเสพสุนทร กรมหมื่นณรงค์หริรักษ์  สร้างป้อมคงกระพันขึ้นทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา  และในปี พ.ศ. ๒๓๘๘ โปรดให้ เจ้าพระยา คลัง ทำปีกกาต่อป้อมนาคราช เรียกปีกกาพับสมุทร  และปรับปรุงป้อมผีเสื้อสมุทร  และให้ถมศิลาปิดปากอ่าวที่แหลมฟ้าผ่า ๕ กอง  ไว้ทางเดินเรือเป็น ช่อง ๆ เรียกว่าโขลนทวาร
        นอก จากการต่อเติมและสร้างป้อมเพิ่มเติมแล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้สร้างพระสมุทรเจดีย์ขึ้นตามพระกระแส พระราช ดำริของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  โดยมีเจ้าพระยาศรีธรรมราชและเจ้าพระยาคลังเป็นแม่กองจัดสร้าง  การก่อสร้างเริ่ม เมื่อวันอังคารขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๒ (พ.ศ.๒๓๗๑ ) สร้างเป็นพระเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ๑๓ วา ๓ ศอก อยู่กลางเกาะ มีศาลาสี่ทิศ ต่อมาได้มีผู้ร้าย ลักลอบขุดองค์ระฆัง ลักเอาพระบรมธาตุไป
        ใน สมัยรัชกาลที่ ๔พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้ช่างไปถ่ายแบบเจดีย์ที่กรุง ศรีอยุธยา มาก่อสร้างสวมทับพระเจดีย์ องค์เดิม ไว้ แล้วอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากพระบรมมหาราชวังมาบรรจุไว้แทนของเดิมและ โปรดให้สร้างศาลา เก๋งจีน หอเทียน หอระฆัง พระวิหารกับหลัก ผูกเรือริมน้ำล้อมรอบองค์พระสมุทรเจดีย์ ดังปรากฏในประชุมพงศาวดารภาค ๒๕ -๒๗ เรื่องพระเจดีย์วิหารที่สถาปนาใน รัชกาลที่ ๔ ความว่า
        ".......พ.ศ.๒๔๐๓ โปรดให้เจ้าพระยาทิพากรวงศ์เป็นแม่กอง พระยามหาอรรคนิกร พระอมรมหาเดชเป็นนายงาน ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์ ให้จัด ซื้อถมขยายเกาะให้กว้างออกไป แล้วถ่ายแบบพระเจดีย์กลมที่กรุงเก่ามาสร้างสวมพระเจดีย์ไม้สิบสองของเก่าฐาน กว้าง ๑๐ วา สูง ๒๐วา ทำกำแพง และศาลารายสี่ทิศสร้างวิหารหลวงข้างด้านใต้พระเจดีย์หลัง ๑ สร้างหอระฆังข้างหน้าวิหารหลวง และสร้างวิหารน้อยข้างเหนือพระเจดีย์ ๒ หลัง เป็น ที่ราษฎรฝากพระพุทธรูป แล้วก่อกระถางปลูกพระศรีมหาโพธิ์ที่ได้มาแต่เมืองพุทธคยา ขอบเกาะนั้นให้ทำเขื่อนและขั้นบันไดศิลา ก่อเรือนไฟ และหลัก สำหรับผูกเรือรายรอบทั้งเกาะ..."
        ใน รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าไทยจะต้องมีป้อมที่ทันสมัยไว้ที่ปากอ่าวอีกแห่งหนึ่ง เพื่อต้านอำนาจปืนสมัย ใหม่ ได้ เนื่องจากในระยะนั้นมีการแสวงหาเมืองขึ้นของประเทศมหาอำนาจทางตะวันตก จึงโปรดให้สร้างป้อมพระจุลจอมเกล้าไว้ที่ตำบลแหลม ฟ้าผ่า สร้างขึ้นด้วยเงินงบประมาณของแผ่นดินและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ป้อมพระจุลจอมเกล้าสร้างเสร็จเมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๔๓๖ พระองค์ได้ เสด็จ พระราชดำเนินด้วยเรือพระที่นั่งมหาจักรีเพื่อทอดพระเนตรป้อมเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๖ ได้ทำการทดลองยิงปืนด้วยพระองค์เอง  ในขณะ นั้นนับว่าเป็นป้อมปืนที่ทันสมัยที่สุดมีลักษณะเป็นหลุมปืน ๗ หลุม ติดตั้งปืนใหญ่อาร์มสตรองที่สั่งมาจากประเทศอังกฤษ
        ใน ปัจจุบันป้อมปราการต่างๆส่วนใหญ่จะอยู่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของประเทศไทย ในอดีตข้าศึกจะรุกราน  ประเทศ ไทย ก็มักจะนั่งเรือเข้ามาทางปากน้ำเจ้าพระยา สมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุล จอมเกล้าเจ้า อยู่หัว ซึ่ง ได้ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างป้อมปราการถึง 24  ป้อม เพื่อติดตั้งปืนใหญ่ต่อสู้กับเรือข้าศึกที่รุกราน  มีดังนี้
  1. ป้อมวิทยาคมสร้างในสมัยรัชกาลที่1เมื่อพ.ศ.2326ตั้งอยู่ตรงข้ามกับที่ว่าการอำเภอพระประแดงในปัจจุบัน
  2. ป้อมปู่เจ้าสมิงพรายตั้งอยู่ในบริเวณสถานพยาบาลพระประแดงในปัจจุบัน ไม่พบหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างในสมัยใด
  3. ป้อมปีศาจสิงตั้งอยู่ใกล้ๆกับปู่เจ้าสมิงพรายไม่พบหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างในสมัยใด
  4. ป้อมราหูจร ตั้งอยู่แนวเดียวกับป้อมปีศาจสิง
  5. ป้อมแผลงไฟฟ้า ตั้งอยู่ในอำเภอพระประแดง
  6. ป้อมมหาสังหารตั้งอยู่ในบริเวณสถานีตำรวจภูธรอำเภอพระประแดง
  7. ป้อมศัตรูพินาศตั้งอยู่หลังสำนักงานเทศบาลเมืองพระประแดง
  8. ป้อมพระจันทร์พระอาทิตย์ไม่มีซากปรากฏให้เห็น
  9. ป้อมเพชรหึง สร้างเมื่อ พ.ศ. 2365 ในสมัยรัชกาลที่2 ตั้งอยู่บริเวณโรงเรียนอำนวยวิทย์
  10. ป้อมจักรกรด ไม่มีซากปรากฏให้เห็น
  11. ป้อมประโคนชัย สร้างในสมัยรัชกาลที่ 2   ตั้งอยู่บริเวณปากคลองปากน้ำ
  12. ป้อมนารายณ์ปราบศึก ตั้งอยู่บริเวณ อ. เมืองฯ ในปัจจุบัน
  13. ป้อมกายสิทธิ์ ตั้งอยู่บริเวณ อ. เมืองฯ ในปัจจุบัน
  14. ป้อม ผีเสื้อสมุทรหรือเกาะผีเสื้อ ได้สร้างขึ้นในสมัยของรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า-นภาลัย ร.๒ ใน พ.ศ.๒๓๖๒ เริ่มก่อสร้าง ได้ให้พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ กับเจ้าพระยาคลัง เป็นผู้อำนวยการก่อสร้าง โดยสร้างตัวป้อมผีเสื้อสมุทรมีกำแพงป้อม ๒ ชั้น ต่อมาเมื่อถึงพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ขึ้นครองราชย์ เป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.๓ และต่อมาในปี พ.ศ.๒๓๘๘ พระองค์ได้ทรงมีพระราชดำริให้ปรับปรุงตัวป้อมผีเสื้อสมุทรใหม่ โดยรื้อกำแพงทางด้านนอกออก แล้วสร้างเป็นกำแพงปีกกาขยายออกทั้งสองด้าน
    จนมาถึง พ.ศ.๒๔๓๖ ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ขึ้นครองราชย์ ได้ทรงปรับปรุงตัวป้อมปืน ขึ้นโดยการถอดปืนโบราณออก แล้วติดตั้งปืนใหญ่ขนาดลำกล้อง ๖ นิ้ว จำนวน ๓ กระบอก ซึ่งพระองค์ได้สั่งซื้อมาจาก ประเทศอังกฤษ จำนวน ๑๐ กระบอก และได้ติดตั้งที่ป้อมพระจุล จำนวน ๗ กระบอก เป็นปืนเสือหมอบกึ่งอัตโนมัติ ปัจจุบันนี้ ป้อมผีเสื้อสมุทรมีปืนขนาด ๖ นิ้ว อยู่ ๒ กระบอก และอีก ๑ กระบอกนั้น ทางสถานีทหารเรือสัตหีบ (ปัจจุบันเป็นฐานทัพเรือสัตหีบ) ได้นำไปติดตั้งที่เกาะพระ จำนวน ๑ กระบอก ในสมัยของ รัชกาลที่ ๕ นั้นถือว่าป้อมพระจุลและป้อมผีเสื้อสมุทรในยุคนั้นเป็นป้อมที่ทันสมัยที่สุด เพราะมีปืนใหญ่บรรจุกระ สุนทางท้ายปืนและเป็นปืนกึ่งอัตโนมัติรุ่นแรกของป้อม ในปี พ.ศ.๒๔๘๐ ป้อมผีเสื้อสมุทรได้สร้างอาคารใหม่เป็นคลังเก็บทุ่นระเบิดที่รับ มาจากประเทศเดนมาร์ก และในปี พ.ศ.๒๕๑๘ ได้เปลี่ยนมาเป็นคลังเก็บวัตถุระเบิดและดอกไม้เพลิงขึ้นอยู่กับการดูแล ของกรมสรรพาวุธ ทหารเรือในปี พ.ศ.๒๕๒๙ กรมสรรพาวุธทหารเรือได้โอนการดูแลให้มาอยู่กับสถานีทหารเรือกรุงเทพ ( ปัจจุบันเป็นฐานทัพเรือกรุงเทพ )
  15. ป้อมนาคราชสมัย กรุงรัตนโกสินทร์มีการสร้างป้อมที่เมืองสมุทรปราการ ตั้งแต่สมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมาจนถึง สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีประมาณ ๒๑ ป้อม ทั้งนี้มีเป้าหมายที่ไทยเราเฝ้าระวังป้องกันข้าศึกที่มาจากญวนและ ชาติตะวันตก พื้นที่ที่ใช้ในการสร้างป้อมปราการจะอยู่เรียงราย ๒ ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่อำเภอเมืองสมุทรปราการ อำเภอพระสมุทร เจดีย์จนถึงท้องที่อำเภอพระประแดงในปัจจุบันป้อมนาคราช เป็นป้อมหนึ่งที่สร้างขึ้นเป็นกำแพงป้อมจะหนากว่าป้อมอื่น เพราะดินถูก น้ำทะเลเซาะ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนป้อมนาคราชสวาทยานนท์ สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๓๖๕ อยู่ฝั่งขาวของแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันมี ซากแนวกำแพงให้เห็น แนวกำแพงอยู่ตั้งแต่บริเวณโรงเรียนป้อมนาคราชสวาทยานนท์ เรื่อยมาจนถึงบริเวณบ้านพักครูและบ่อเลี้ยงปลา ที่ชาวบ้านเข้ามาทำมาหากินอยู่ บ้านบางหลังสร้างอยู่ในแนวกำแพงเดิม ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่าเคยมีการขุดพบปืนใหญ่โบราณแช่น้ำอยู่ หลายกระบอก และในหน้าแล้งถ้าถางป่าออกหมดจะเห็นแนวกำแพงป้อมเป็นระยะทางหลายร้อยเมตรแต่ ไม่ต่อเนื่องกัน ได้รับการดูแล จากโรงเรียน กองทัพเรือและกรมศิลปากรป้อมเป็นเครื่องเตือนใจว่า “ยามสงบ ถ้าไม่เตรียมรบให้พร้อมสรรพ เราจะพ่ายแพ้อริราชศัตรู”
  16. ป้อมพระกาฬ ไม่มีซากปรากฏให้เห็น
  17. ป้อมปราการ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3ตั้งอยู่ในตลาดปากน้ำในปัจจุบัน
  18. ป้อมตรีเพชร ตั้งอยู่ ต. บางนาเกร็ง ปัจจุบันรื้อถอนหมดแล้ว
  19. ป้อมปีกกา ตั้งอยู่ที่ ถ. ท้ายบ้าน   เป็นบ้านพักและเก็บพัสดุของเทศบาลเมืองสมุทรปราการ
  20. ป้อมคงกระพัน ตั้งอยู่ที่หมู่  1 ชุมชนย่อยคงกระพันชาตรีตำบลปากคลองบางปลากด
  21. ป้อมนารายณ์กางกร ไม่มีซากให้เห็น
  22. ป้อมพับสมุทร ตั้งอยู่ใกล้กับป้อมนาคราช
  23. ป้อมเสือซ่อนเล็บ ตั้งอยู่ที่ตำบลมหาวงษ์ บริเวณโรงเรียนนายเรือ
  24. ป้อมพระจุลจอมเกล้า ตั้งอยู่ปากน้ำเจ้าพระยา ตำบลแหลมฟ้าผ่า ภายในป้อมพระจุลจอมเกล้ายังมี ป้อมปืนเสือหมอบเป็น ปืนประจำ ป้อมพระจุลจอมเกล้า มีลักษณะเป็นปืนหลุม ๗ หลุม ปืนแต่ละกระบอกมีขนาด ๑๒๕/๓๒ มิลลิเมตร ความกว้างปากกระบอก ๑๕๒ มิลลิเมตร ลำกล้องยาว ๔.๘๖๔ เมตร หรือ ๓๒ เท่าของส่วนกว้างปากกระบอกหนัก ๕ ตันและมีระยะยิงไกลสุด ๘.๐๔๖ เมตร โดยปืนมี สมรรถนะสูงทั้ง ๗ กระบอกนี้ได้สั่งมาจากบริษัทเซอร์-ดับบลิวจีอาร์มสตรองจำกัด ประเทศอังกฤษ ถือเป็นปืนใหญ่บรรทุกท้ายรุ่นแรกที่มี ใช้ในกองทัพเรือ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น