ป้อมพระจุลจอมเกล้า
ประวัติของป้อมพระจุลจอมเกล้า
ความเป็นมาแห่งป้อมพระจุลจอมเกล้า หรือตามที่นิยมเรียกขานกันว่า "ป้อมพระจุลฯ" ภายหลัง ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จขึ้นครองราชย์แล้วทรงมีพระราชปรารภว่า ป้อมที่มีอยู่ที่เมืองสมุทรปราการ ซึ่งใช้เป็นที่มั่นป้องกันอริราชศัตรูที่จะเข้ามาทางทะเลนั้นเก่าเกิน ไป และอยู่ในสภาพไม่สามารถใช้ในการป้องกันราชอาณาจักรได้ และในเวลานั้นเองได้มีประเทศ ทางยุโรปกำลังล่าอาณานิคมอยู่ในสุวรรณภูมิ ได้เข้ายึดประเทศที่อยู่ค้างเคียงโดยรอบประเทศ ไทยทั้งหมด อันได้แก่ ญวน เขมร ลาว พม่า รวมทั้ง สิงคโปร์มาเลเซีย เป็นต้น และก็คงต้องคิด จะยึดครองดินแดนประเทศสยามในขณะนั้นด้วย เมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจเกิดขึ้น รัชกาลที่ 5
จึงทรงสั่งให้จัดสร้างป้อมปราการที่ทันสมัยขึ้นที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นการเร่งด่วยโดยได้ลงมือก่อสร้างเมื่อต้นปี พ.ศ. 2427 และเสร็จสิ้นในปี พ.ศ. 2436 และเมื่อปี พ.ศ. 2436 นั่นเอง ชื่อของป้อมแห่งนี้จึงมีชื่อว่า "ป้อมพระจุลจอมเกล้า" ตามความที่พระองค์ทรงมีพระราช ประสงค์ที่จะพระราชทานชื่อป้อม ซึ่งทรงพระราชทานไว้ 2 ชื่อ และในที่สุดที่ประชุมเสนาบดีก็มี มตินำเอาชื่อ "ป้อมพระจุลจอมเกล้า" ซึ่งพระองค์พระราชดำเนินเปิดป้อมพระจุลจอมเกล้าใน วันที่ 10 เมษายน 2436 (รศ. 112) และทรงทดลองยิงปืนป้อมด้วยพระองค์เอง
ป้อมพระจุลฯ นี้นับว่าเป็นป้อมที่ทันสมัยที่สุดในขณะนั้น การสร้างใช้งบประมาณ ของแผ่นดินแล้วพระองค์ฯ ทรงสละราชทรัพย์อีก 10,000 ชั่งในการจัดหาศาสตราวุธ ซึ่งใน ขณะนั้นได้สั่งปืนใหญ่จากบริษัท เซอร์ดับบลิวจี อาร์มสตรอง จำกัด (SIR W.G. ARMSTRONG & CO.) ในป้อมพระจุลฯ นี้มีลักษณะเป็นหลุมจำนวน 7 หลุมปืน ปืนเหล่านี้มีผู้เรียกไว้ว่า "ปืนเสือหมอบ" ซึ่งหลังจากป้อมพระจุลฯ ได้เปิดเพียง 2 เดือนเศษ ได้เกิดเหตุการณ์ ร.ศ. 112 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ ประวัติศาสตร์ขึ้นในแผ่นดินสยาม ในวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 เรือรบฝรั่งเศสได้ล่วงล้ำ อธิปไตย ทางฝ่ายไทยก็ได้ทำการยิงเตือนและยิงสกัดทำให้เรือเยเบเซย์ ซึ่งเป็นเรือนำร่องให้ เรือรบฝรั่งเศสเกยตื้นที่แหลมลำพูราย ส่วนเรือแองคองสตังค์และเรือโคแมต สามารถผ่าแนว ป้องกันที่ปากน้ำได้ และเข้าทอดสมออยู่ที่ห้าสถานฑูตฝรั่งเศส ซึ่งทำให้เกิดเหตุการณ์ ร.ศ. 112 ขึ้น
สถานที่ตั้ง
ป้อมพระจุลฯ ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอ พระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งป้อมพระจุลฯ นี้ห่างจากแยกพระสมุทรเจดีย์ ตามเส้นทาง ถนนสุขสวัสดิ์ (ทางหลวง 303) ประมาณ 7 กิโลเมตร ซึ่งสามารถเดินทางด้วยทางรถยนต์ส่วนตัว และรถประจำทางสาย 20 ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของรถประจำทางสายนี้ปัจจุบัน นอกจากป้อมพระจุลฯ แล้ว ยังมีพระบรมราชานุสาวรีย์แห่งองค์พระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เด่นเป็นสง่าอยู่บริเวณหน้าป้อมปืน พระบรมราชานุสาวรีย์นี้ได้สร้าง ขึ้นในปี พ.ศ. 2536 ความสูง 4.2 เมตร หรือสองเท่าครึ่งของพระองค์จริง ซึ่งทรงฉลอง พระองค์ในชุดจอมทัพเรือ นับว่าเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ที่สง่างามยิ่งนัก
ทุกวันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปี จะมีพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะโดยกองทัพเรือ และหน่วยราชการอื่น ๆ ตลอดจนพ่อค้าประชาชนเช่นเดียวกับ พระบรมราชานุสาวรีย์ ร.5 (พระบรมรูปทรงม้า)
สิ่งที่ควรแวะสักการะอีกแห่งในป้อมพระจุลฯ คือ ศาลนเรศนารายณ์ ซึ่งเป็นศาลที่ ประชาชนในพื้นที่ให้ความเคารพบูชาเช่นกัน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การขอเข้าชมป้อมพระจุลฯ สามารถเข้าชมได้ทุกวัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด เพียงแต่แจ้งความจำนงค์ต่อทหารรักษาการณ์หน้าประตูป้อมฯ และแลกบัตรประจำตัวไว้
ทุกวันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปี จะมีพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะโดยกองทัพเรือ และหน่วยราชการอื่น ๆ ตลอดจนพ่อค้าประชาชนเช่นเดียวกับ พระบรมราชานุสาวรีย์ ร.5 (พระบรมรูปทรงม้า)
สิ่งที่ควรแวะสักการะอีกแห่งในป้อมพระจุลฯ คือ ศาลนเรศนารายณ์ ซึ่งเป็นศาลที่ ประชาชนในพื้นที่ให้ความเคารพบูชาเช่นกัน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การขอเข้าชมป้อมพระจุลฯ สามารถเข้าชมได้ทุกวัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด เพียงแต่แจ้งความจำนงค์ต่อทหารรักษาการณ์หน้าประตูป้อมฯ และแลกบัตรประจำตัวไว้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น